เกี่ยวกับมูลนิธิ
ความเป็นมา
เมื่อพุทธศักราช 2518 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ได้ทรงก่อตั้ง “มูลนิธิประชาธิปก” ขึ้นด้วยพระราชหฤทัยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงมีต่อพระองค์ ประเทศชาติ และประชาชน
ในการนี้ได้พระราชทานทรัพย์สินและเงินทุนเป็นเงินทั้งสิ้น 2,715,041.68 บาท ณ วันที่ 31 มีนาคม พุทธศักราช 2518 เป็นทุนเริ่มการ
มูลนิธิประชาธิปกได้จดทะเบียนกับทางราชการ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พุทธศักราช 2518
ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปประทับในชนบท ที่สวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ระหว่างพุทธศักราช 2493 และพุทธศักราช 2511
และเมื่อพุทธศักราช 2497 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกผ่าตัดที่ทันสมัยที่สุดในขณะนั้น พระราชทานโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี เสร็จสมบูรณ์เมื่อพุทธศักราช 2499 พระราชทานชื่อว่า “ตึกประชาธิปก” ยังผลให้รัฐบาลดำเนินการปรับปรุงและขยายโรงพยาบาลแห่งนั้น
และเปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี
แต่นั้นมาสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ได้พระราชทาน “ทุนประชาธิปก” จากพระราชทรัพย์และเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลแก่โรงพยาบาลพระปกเกล้า และวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าซึ่งตั้งขึ้นในภายหลัง
ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จฯ กลับมาประทับที่วังศุโขทัย กรุงเทพมหานครเป็นการถาวร ได้ทรงขายสวนบ้านแก้วที่ประทับทำการเกษตรแก่กระทรวงศึกษาธิการในราคาย่อมเยา เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของวิทยาลัยครูจันทบุรี และได้ทรงรับวิทยาลัยครูแห่งนั้นไว้ในพระราชินูปถัมภ์ พระราชทานเงินสนับสนุนสืบมาอีกแห่งหนึ่ง
ด้วยพระราชประสงค์ที่จะให้พระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญมานี้มีความต่อเนื่องเป็นปึกแผ่นสืบไป
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงทรงกำหนดให้มูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนกิจการของโรงพยาบาลพระปกเกล้า วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า และวิทยาลัยครูจันทบุรี
(ซึ่งต่อมาภายหลังจากที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จสวรรคตแล้ว ทางราชการได้เปลี่ยนชื่อและฐานะเป็น “วิทยาลัยรำไพพรรณี” “สถาบันราชภัฏรำไพพรรณี” และ “มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี” ตามลำดับ)
ในด้านการก่อสร้าง การจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการต่าง ๆ ของสถาบันทั้งสาม นอกเหนือจากงบประมาณที่ได้รับจากทางราชการ และเพื่อสมทบทุน
“ประชาธิปกบรมราชานุสรณ์” ของวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า ในการช่วยเหลือนักเรียนพยาบาลที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นต้น
นอกจากนี้มูลนิธิฯ ยังมีรายรับจากการที่มีผู้บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล และดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นของมูลนิธิฯ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2527 โดยได้ทรงทำพระพินัยกรรมไว้ที่ประเทศอังกฤษ พระราชทานเงินจำนวนหนึ่งแก่
มูลนิธิฯ ทำให้มูลนิธิฯ มีดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิฯ มากขึ้น
ซึ่งคณะกรรมการของมูลนิธิฯ ได้พิจารณาให้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ เป็นจำนวนมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการให้เงินแก่สถาบันทั้งสามดังกล่าว เพื่อเป็นพระราชานุสรณ์แด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ในการที่ได้ทรงก่อตั้งและทรงเป็นองค์ประธานกรรมการของมูลนิธิฯ ตลอดมาจนเสด็จสวรรคต
คณะกรรมการของมูลนิธิฯ จึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผนวกพระนามไว้ในชื่อของมูลนิธิฯ “มูลนิธิประชาธิปก” จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี” โดยได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อของมูลนิธิฯ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2528
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
คณะกรรมการมูลนิธิฯ ซึ่งมีพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุขุมาภินันท์ และพลอากาศเอก กำธน สินธวานนท์ เป็นประธานฯ ตามลำดับ
ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์เรื่อยมา จนกระทั่งใน พ.ศ. 2550 ได้พิจารณาเห็นสมควรปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2551 ดังนี้
- ส่งเสริมกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ จัด ส่งเสริม และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
- สนับสนุนหน่วยงานด้านการแพทย์ การพยาบาล และการศึกษา สนับสนุนการดำเนินงานของโรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
- มอบทุนการศึกษา ให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี วิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย หรือสถาบันการศึกษาอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
- สนับสนุนงานสาธารณกุศล สมทบทุนการกุศลอื่นที่มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกันกับวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ อันเป็นการประกอบสาธารณะกุศล
ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ตราประจำมูลนิธิ
ตราประจำมูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี มี ตราศักดิเดชน์ เป็นประธาน มีแพรแถบชื่อมูลนิธิฯ อยู่เบื้องล่าง
ตราศักดิเดชน์ เป็นตรารูปโล่ ภายในแบ่งเป็น 3 ช่อง คือ ครึ่งบน 2 ช่อง ครึ่งล่าง 1 ช่อง
รูปสัญลักษณ์ที่ปรากฏสามารถอ่านได้ความ ดังนี้
“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (วันพระราชสมภพตรงกับวันพุธ) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (วันพระราชสมภพตรงกับวันอังคาร) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ซึ่งมีสีเหลืองเป็นสีประจำ”
- ครึ่งบนของตราด้านซ้าย เป็นเครื่องหมายของพระบรมราชจักรีวงศ์ คือรูปจักรกับตรี แท่งสีเหลือง
- ครึ่งบนของตราด้านขวา เป็นรูปพระเกี้ยว หรือ จุลมงกุฎ เครื่องหมายประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บนพื้นสีชมพู สีประจำวันอังคาร วันพระราชสมภพ
ส่วนครึ่งบนของตราเช่นนี้ บรรดาพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ประกอบตราประจำพระองค์ โดยนำสัญลักษณ์ประจำแต่ละพระองค์ประกอบเข้าเป็นครึ่งล่างของตรา
- ครึ่งล่างของตราศักดิเดชน์ เป็นรูปศรสามองค์บนพื้นสีเขียว สีประจำวันพุธ วันพระราชสมภพของสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ โดยเหตุที่ เดชน์ แปลว่า ศร ศักดิเดชน์ คือ ผู้ทรงศร หรือผู้ทรงอำนาจด้วยศร ความหมายนี้รับกันอย่างเหมาะสมกับการที่เสด็จพระราชสมภพมาในพระบรมราชจักรีวงศ์ เพราะ จักรกับตรี นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาวุธประจำพระองค์พระนารายณ์ และเชื่อกันว่าเมื่อพระนารายณ์เสด็จอวตารมาปราบทุกข์เข็ญในโลกมนุษย์นั้น ได้บังเกิดเป็นพระราม ผู้มีศร 3 องค์ เป็นราชศัตราวุธประจำพระองค์
คณะกรรมการมูลนิธิ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.
หม่อมราชวงศ์ ชิษณุสรร สวัสดิวัตน์
ประธานกรรมการ
รองศาสตราจารย์ ประพันธ์พงศ์ เวชชาชีวะ
รองประธานกรรมการ
รองศาสตราจารย์
หม่อมราชวงศ์ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์
รองประธานกรรมการ
คุณหญิง ชฎา วัฒนศิริธรรม
กรรมการและเหรัญญิก
หม่อมหลวง นงลักษณ์สวัสดี สวัสดิวัตน์
กรรมการและเลขาธิการ
ศาสตราจารย์ ดร. วิพรรณ ประจวบเหมาะ
กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการ
นาย ธีระถวัลย วัลยะเสวี
กรรมการและผู้ช่วยเหรัญญิก
รองศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์
พฤทธิสาณ ชุมพล
กรรมการ
หม่อมราชวงศ์ ประเดิมสวัสดิ์ สวัสดิวัตน์
กรรมการ
หม่อมหลวง ประทิ่นทิพย์ นาครทรรพ
กรรมการ
หม่อมหลวง ศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์
กรรมการ
นาง อนงค์ สพโชค
กรรมการ
รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ หม่อมหลวง
ทยา กิติยากร
กรรมการ
รองศาสตราจารย์ ดร. หม่อมหลวง
เสาวรส สวัสดิวัตน์
กรรมการ
กฎระเบียบและข้อบังคับ
ข้อ 1 มูลนิธินี้ชื่อว่า "ประชาธิปก – รำไพพรรณี"
ย่อว่า ไม่มี
เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Prajadhipok-Rambhai Barni Foundation
ข้อ 2 เครื่องหมายของมูลนิธิ ใช้ตราศักดิเดชน์ มีข้อความว่า "มูลนิธิประชาธิปก – รำไพพรรณี" อยู่ด้านล่าง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 อดีตองค์ประธานมูลนิธิฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ใช้มาตั้งแต่เริ่มตั้งมูลนิธิฯ ตามรูปที่ปรากฏด้านล่างนี้

ข้อ 3 สำนักงานใหญ่ของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ ชั้นที่ 9 อาคารประชาธิปก – รำไพพรรณี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
สำนักงานสาขาตั้งอยู่ที่ ไม่มี
ข้อ 4 วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้ คือ
4.1 เพื่อจัด ส่งเสริม และสนับสนุนกิจกรรมที่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7
4.2 เพื่อสนับสนุนทางด้านการดำเนินงานแก่โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
4.3 เพื่อให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และวิทยาลัยพยาบาลสภากาชาดไทย หรือทุนสนับสนุนอื่นแก่สถาบันการศึกษาอื่นที่คณะกรรมการเห็นสมควร
4.4 เพื่อดำเนินการ หรือร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่นๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
4.5 ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด
ข้อ 5 ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนเริ่มแรก คือทรัพย์สินและเงินทุนเริ่มแรกของมูลนิธินี้ประกอบด้วย ทรัพย์สิน และเงินทุน (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2518) ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 พระราชทานเป็นทุนเริ่มการ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,715,041.68 บาท
5.1 เงินสด จำนวน 2,715,041.68 บาท (สองล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นห้าพันสี่สิบเอ็ดบาทหกสิบแปดสตางค์)
5.2 ที่ดิน (ถ้ามี) โฉนดเลขที่ ไม่มี
รวมเป็นราคาทรัพย์สินทั้งสิ้น 2,715,041.68 บาท (สองล้านเจ็ดแสนหนึ่งหมื่นห้าพันสี่สิบเอ็ดบาทหกสิบแปดสตางค์)
ข้อ 6 มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีต่อไปนี้
6.1 เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรมหรือนิติกรรมอื่นๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระติดพันอื่นใด
6.2 เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้จิตศรัทธาบริจาคให้
6.3 ดอกผลซึ่งเกิดจากทรัพย์สินของมูลนิธิ
6.4 รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมซึ่งอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ
ข้อ 7 กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้
7.1 มีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปีบริบูรณ์
7.2 ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
7.3 ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ข้อ 8 กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
8.1 ถึงคราวออกตามวาระ
8.2 ตาย หรือลาออก
8.3 ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับข้อ 7
8.4 เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออกโดยมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 9 มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 7 คน แต่ไม่เกิน 15 คน
ข้อ 10 คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ผู้ช่วยเลขาธิการ และผู้ช่วยเหรัญญิก และกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ ข้อ 22
ข้อ 11 การแต่งตั้งกรรมการมูลนิธิ ให้ปฏิบัติดังนี้
ในวาระเริ่มแรก คณะกรรมการของมูลนิธินี้ และตำแหน่งดังกล่าวในวรรคก่อน ได้แก่บุคคลตามบัญชีรายพระนามและรายนามกรรมการแนบท้ายตราสารนี้ และโดยเฉพาะองค์ประธานกรรมการ คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งจนตลอดพระชนม์ชีพ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่แต่งตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ
ข้อ 12 กรรมการมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี แต่เพื่อให้กิจการของมูลนิธิได้ดำเนินไปโดยติดต่อกัน ครึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการของมูลนิธิที่ได้รับแต่งตั้งเป็นครั้งแรกนี้จะต้องออกจากตำแหน่งโดยการจับฉลากในเมื่อคณะกรรมการชุดแรกของมูลนิธินี้ทำหน้าที่ครบ 2 ปี โดยกรรมการที่ออกไปคราวนี้และคราวต่อๆ ไปอาจได้รับเลือกตั้งให้เป็นกรรมการของมูลนิธินี้อีกก็ได้
ข้อ 13 การแต่งตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ เป็นมติของที่ประชุม
ข้อ 14 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
ข้อ 15 ในกรณีที่กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งถึงคราวออกตามวาระปฏิบัติหน้าที่กรรมการของมูลนิธิต่อไป จนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่
ข้อ 16 คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ และภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่างๆ ดังต่อไปนี้
16.1 กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น
16.2 ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่างๆ ของมูลนิธิ
16.3 เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีรายรับ-รายจ่าย ต่อนายทะเบียน
16.4 ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
16.5 ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
16.6 แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง หรือหลายคณะเพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.7 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
16.8 เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
16.9 เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
16.10 แต่งตั้งหรือถอดถอน เจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ
มติให้ดำเนินการตามข้อ 16.7, 16.8 และ 16.9 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ 16.9 ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น
ข้อ 17 ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ดังนี้
17.1 เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.2 สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
17.3 เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร ข้อบังคับและสรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้วจึงเป็นอันใช้ได้
17.4 ปฏิบัติการอื่นๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 18 ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน
ข้อ 19 ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น
ข้อ 20 เลขาธิการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และจัดระเบียบวาระการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำรายงานการประชุมตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ
ข้อ 21 เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน และทรัพย์สินของมูลนิธิตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด
ข้อ 22 ผู้ช่วยเลขาธิการมีหน้าที่ช่วยเลขาธิการ และทำการแทนเลขาธิการเมื่อใดก็ตามที่เลขาธิการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ข้อ 23 ผู้ช่วยเหรัญญิก มีหน้าที่ช่วยเหรัญญิก และทำการแทนเหรัญญิกเมื่อใดก็ตามที่เหรัญญิกไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ข้อ 24 สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่นๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน
ข้อ 25 คณะกรรมการของมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้
ข้อ 26 คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ กรรมการและเลขานุการ หรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้อนุกรรมการในคณะอนุกรรมการนั้นๆ แต่งตั้งกันเองเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็ได้
ข้อ 27 อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจที่ได้มอบหมายให้กระทำ ส่วนอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกก็ได้
27.1 อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
27.2 อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย
ข้อ 28 คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุกๆ ปี ภายในเดือนมิถุนายน และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
ข้อ 29 การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทนขอให้มีการประชุม ก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้ สำหรับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 28 บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 30 กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุมให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวกับองค์ประชุมให้ใช้ข้อ 28 บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 31 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ หรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น มติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ
ข้อ 32 ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานในที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้
ข้อ 33 ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 50,000 บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าวต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากก่อน แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ 34 เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน) แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป
ข้อ 35 เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร และหากมูลนิธิประสงค์จะซื้อพันธบัตรรัฐบาล ให้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการก่อน
ข้อ 36 การลงนามสั่งจ่ายเบิกถอนเงิน ให้รองประธานกรรมการ หรือเหรัญญิก หรือผู้ช่วยเหรัญญิก คนใดคนหนึ่ง ลงลายมือชื่อร่วมกับเลขาธิการ หรือผู้ช่วยเลขาธิการคนใดคนหนึ่ง ลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้
ข้อ 37 การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิ รวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงาน ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ และรายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ
ข้อ 38 ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน บัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับรายรับและรายจ่าย นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
ข้อ 39 ให้คณะกรรมการมูลนิธิจัดทำรายงานสถานะการเงินของมูลนิธิในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมา เสนอต่อที่ประชุมในการประชุมสามัญประจำปี
ข้อ 40 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ ก็แต่โดยมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องเป็นโดยมติเอกฉันท์
ข้อ 41 การเลิกมูลนิธิ ต้องเป็นโดยมติเอกฉันท์ของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทย หรือมูลนิธิอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ในทำนองเดียวกันกับมูลนิธินี้ ตามแต่คณะกรรมการของมูลนิธินี้จะเห็นสมควร
ข้อ 42 การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้
42.1 เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว ไม่ได้รับทรัพย์ตามคำมั่นเต็มจำนวน
42.2 เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก
42.3 เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมูลนิธิ
42.4 เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ข้อ 43 การตีความข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 44 ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับ ในเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิไม่ได้กำหนดไว้หรือกำหนดไว้ขัดแย้ง
ข้อ 45 มูลนิธิต้องไม่ดำเนินการหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน หรือเพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง
องค์กรพันธมิตร
สถาบันพระปกเกล้า
พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัฐสภา
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มหาวิทยาลัยมหิดล
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช