พระราชประวัติ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพรรณี พระบรมราชินี

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีพระองค์แรกในระบอบประชาธิปไตยของไทย ทรงเป็นคู่พระบารมีที่เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าอยู่หัว ตลอดช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจสำคัญทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเมื่อภายหลังหลังเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้ว ได้อุทิศพระองค์ในการพัฒนาท้องถิ่น สร้างอาชีพ ส่งเสริมการศึกษา และสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447  เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (ต้นราชสกุลสวัสดิวัตน์) กับหม่อมเจ้าอาภาพรรณี สวัสดิวัตน์ (ราชสกุลเดิม คัคณางค์) พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ซึ่งในภายหลัง หม่อมเจ้าอาภาพรรณีได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี

เมื่อพระชันษา 2 ปี พระบิดาทรงนำไปถวายตัวแด่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์ทรงเรียกว่า “สมเด็จป้า” และทรงอยู่ในความดูแลของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถนับแต่นั้นมา โดยได้รับการอบรมทั้งด้านขนบธรรมเนียมและการปฏิบัติพระองค์ตามแบบแผนราชสำนัก ควบคู่กับการศึกษาวิชาความรู้สมัยใหม่ที่โรงเรียนราชินี ต่อมาเมื่อสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถเสด็จไปประทับ ณ พระราชวังพญาไท พระองค์จึงทรงศึกษากับพระอาจารย์ที่มาถวายการสอนภายในพระราชวัง ก่อนจะเสด็จไปทรงสอบไล่ที่โรงเรียนราชินี และเริ่มตามเสด็จสมเด็จป้าในการพระราชพิธีต่าง ๆ ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา เสด็จนิวัติสยามหลังสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากประเทศอังกฤษ และเข้ารับราชการทหาร พระองค์มักเสด็จไปเฝ้าสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ณ พระราชวังพญาไท จึงได้ทรงรู้จักกับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี และเกิดเป็นความสนพระราชหฤทัย ก่อนมีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรส

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสพระราชทานระหว่างสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน การอภิเษกสมรสครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกในสยามที่มีการจดทะเบียนสมรสในพระบรมวงศานุวงศ์ และจากนั้นทั้งสองพระองค์เสด็จไปประทับ ณ วังศุโขทัย จนต่อมาในปี พ.ศ. 2463 พระองค์ได้ทรงตามเสด็จพระราชสวามีไปประเทศฝรั่งเศส เพื่อศึกษาวิชาทหารชั้นสูงที่โรงเรียนเสนาธิการทหาร นับเป็นการเสด็จออกนอกประเทศครั้งแรก และเป็นช่วงเวลาที่ทรงดูแลพระราชสวามีอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาที่ประทับในต่างประเทศ (พ.ศ. 2463-2466)

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาเสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระวรราชชายารำไพพรรณีได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี นับเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

ในช่วงที่ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชินี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพื้นที่ต่าง ๆ และการรับรองพระราชอาคันตุกะ รวมถึงเสด็จตามพระราชสวามีในช่วงที่เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งขณะนั้นทั้งสองพระองค์ประทับอยู่ ณ วังไกลกังวล และทรงตัดสินพระราชหฤทัยเสด็จกลับพระนครร่วมกัน ต่อมาเมื่อเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชใน พ.ศ. 2476 ทั้งสองพระองค์เสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง

ภายหลังการเสด็จพระราชดำเนินเยือนทวีปยุโรปใน พ.ศ. 2476 เพื่อเข้ารับการผ่าตัดและรักษาพระเนตร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประทับอยู่ในประเทศอังกฤษต่อ และในเวลาต่อมาได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 นับแต่นั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงใช้พระชนมชีพอยู่เคียงข้างพระราชสวามีในฐานะพระชายา ทรงดำเนินพระชนมชีพอย่างเรียบง่าย โดยเฉพาะที่พระตำหนักเวนคอร์ต ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทั้งสองพระองค์ทรงโปรดใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ และทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ

ต่อมาเมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองพระองค์เสด็จย้ายไปประทับ ณ พระตำหนักคอมป์ตันเฮาส์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2482 และที่นี่เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ด้วยโรคพระหทัยวาย เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 สิริพระชนมพรรษา 47 พรรษา หลังจากนั้น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ยังคงประทับอยู่ในประเทศอังกฤษตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเสด็จนิวัติประเทศไทยพร้อมพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2492

เมื่อเสด็จนิวัติประเทศไทยแล้ว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีทรงมีพระราชประสงค์ที่จะหาสถานที่ประทับในต่างจังหวัดที่มีสภาพแวดล้อมสงบ เหมาะแก่การดำเนินพระชนมชีพ จึงทรงเลือกพื้นที่บริเวณคลองบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรี ทรงซื้อที่ดินประมาณ 700 ไร่ ก่อนพระราชทานนามว่า “สวนบ้านแก้ว” ที่นี่พระองค์ทรงริเริ่มการทดลองด้านการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ ส่งเสริมอาชีพท้องถิ่นรวมถึงพัฒนาการทอเสื่อจันทบูร อีกทั้งสนับสนุนการศึกษา และการสาธารณสุข โดยประทับอยู่ที่สวนบ้านแก้วเป็นเวลาประมาณ 18 ปี ก่อนเสด็จกลับมาประทับ ณ วังศุโขทัยในปี พ.ศ. 2511

ภายหลังเสด็จกลับมาประทับ ณ วังศุโขทัย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณียังคงทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ การรับรองพระราชอาคันตุกะ และการเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎร

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงพระประชวรตั้งแต่ พ.ศ. 2518 และเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายอย่างสงบ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2527 ณ พระตำหนักใหญ่ วังศุโขทัย สิริพระชนมพรรษา 79 พรรษา

ลำดับเวลาสำคัญในพระชนม์ชีพ

ยุวราชนารี

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 

ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม พุทธศักราช 2447 มีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้าหญิง รำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ เป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิวัตน์) กับ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอาภาพรรณี (พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคัคณางคยุคล กรมหลวงพิชิตปรีชากร)

ใต้ร่มพระบารมี “สมเด็จป้า”

เมื่อพระชันษาได้ 2 ปี พระบิดาทรงนำไปถวายตัวแด่ “สมเด็จป้า” สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชชนนีนาถ ซึ่งขณะนั้นเสด็จประทับอยู่ ณ พระตำหนักสวนสี่ฤดู พระราชวังดุสิต “สมเด็จป้า” ทรงใฝ่พระราชหฤทัยในการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง และได้ทรงกวดขันพระนัดดาทั้งการอ่าน พูด และเขียน ทรงอบรมให้วิชาความรู้ต่างๆ ทั้งขนบประเพณีแห่งราชสำนัก และทรงส่งเสริมให้ได้ทรงศึกษาวิทยาการสมัยใหม่ 

เช่นเดียวกับพระนัดดาพระองค์อื่นๆ ณ โรงเรียนราชินี
หม่อมเจ้าหญิง รำไพพรรณีจึงทรงได้รับการปลูกฝังพื้นฐานอันมั่นคงที่จะทรงดำรงพระเกียรติยศแห่งสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ตลอดพระชนมชีพอันยาวนาน

ตามเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักวังพญาไท

ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โปรดให้หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีตามเสด็จฯไปประทับ ณ วังพญาไท 
เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกล  สมเด็จป้าจึงโปรดให้พระอาจารย์มาถวายพระอักษรที่พระตำหนักในวังพญาไท  แต่เสด็จไปทรงสอบไล่ที่โรงเรียนราชินี


สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระนัดดาทรงเรียนรู้งานหัตถศิลป์ที่สืบทอดกันมาในราชสำนัก ทรงอบรมบ่มเพาะพระอุปนิสัยอย่างเข้มงวด จึงเป็นทั้งขัตติยราชนารีตามราชประเพณี  แต่ก็ทันสมัยอย่างเหมาะสม


เมื่อหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีทรงเจริญพระชันษาประมาณ
 8  9 ปี ทรงงานอัญเชิญหีบหมากตามเสด็จฯ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรม   ราชชนนีพันปีหลวง ในงานปกติ หากเสด็จพระราชดำเนินไปในงานพระราชพิธี  หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี และหม่อมเจ้าหญิงพวงรัตนประไพ ทรงอัญเชิญฉลองพระเนตรกับโต๊ะทองลงยาตามเสด็จฯ พระกรณียกิจนี้ฝึกฝนให้ทรงเรียนรู้การปฏิบัติพระองค์และเพิ่มพูนประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่งสำหรับอนาคต


บางคราวเสด็จออกไปประทับนอกวังกับพระบิดาพระมารดา  เช่น   เมื่อพระชันษาประมาณ 11 ปี เสด็จไปประทับที่บ้านเจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี  ริมน้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี  ท่านหญิงนาได้เสด็จลงสรงในแม่น้ำเจ้าพระยากับเจ้าพี่เจ้าน้อง ทรงเป็นเจ้าพี่หญิงเพียงองค์เดียวในหมู่พระอนุชาที่ทรงเกาะหยวกกล้วยข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา  เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยวของหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีมาแต่ทรงพระเยาว์

เกศากันต์

เมื่อพระชันษา 11 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพิธีเกศากันต์ 
สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงจัดเตรียมงานพระราชทาน และโปรดเกล้าฯ  ให้หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณีทรงเครื่องประดับชุดมรกตกับเพชร

ทูลกระหม่อมฟ้าน้อยที่รักยิ่ง

เมื่อสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์
กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาพระราชโอรสองค์เล็กในสมเด็จ

พระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงสำเร็จการศึกษาจาก
ประเทศอังกฤษแล้ว   ทรงเข้ารับราชการทหารประจำกรม
ทหารปืนใหญ่ที่ 1 ได้เสด็จมาเฝ้าฯ สมเด็จพระบรมราชชนนี
อยู่เสมอ จึงทรงได้พบปะกับพระนัดดาของสมเด็จแม่
หลายพระองค์รวมทั้งหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี 
ทรงต้องพระอัธยาศัยในหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี
จนบังเกิดมีพระราชหฤทัยรักใคร่ผูกพัน

จึงมีพระราชหัตถเลขากราบบังคมทูล

ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตอภิเษกสมรส 

กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี


ดังความตอนหนึ่งว่า 


บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิพัทธ์รักใคร่กับหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี  ธิดาแห่งเสด็จน้า และข้าพระพุทธเจ้าอยากจะใคร่ทำการสมรสกับเจ้าหญิงนั้น แต่เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้ชอบพอกับหญิงรำไพพรรณีฉันเด็กและผู้ใหญ่ และสมเด็จแม่ก็โปรดให้หญิงรำไพพรรณีมารับใช้ข้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เวลานี้ข้าพระพุทธเจ้าเห็นว่า หญิงรำไพพรรณีโตมากแล้ว อายุถึง 16 ปี พอจะทำการสมรสได้ ข้าพระพุทธเจ้าได้กราบทูลสมเด็จแม่ว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะมีหนังสือกราบบังคมทูลใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเพื่อทราบพระราชปฏิบัติ ท่านก็ทรงเห็นด้วยกับข้าพระพุทธเจ้า…

พิธีอภิเษกสมรส ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน
พระราชวังบางปะอิน

เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสพระราชทาน ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน ในวันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พุทธศักราช 2461

พระมิ่งขวัญแห่งวังศุโขทัย

เมื่อทรงอภิเษกสมรสแล้ว ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ ไปประทับที่  วังศุโขทัยซึ่งสร้างขึ้นใหม่บนที่ดินพระราชทานริมคลองสามเสน

ทรงปฏิบัติวัตถากในทุกที่

ปลายพุทธศักราช 2463 นายพันโทสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา เสด็จฯไปรักษาพระองค์ในทวีปยุโรป ภายหลังทรงหายเป็นปกติ ได้ทรงศึกษาวิชาทหารชั้นสูงในโรงเรียนเสนาธิการ (Ecole de Guerre) ประเทศฝรั่งเศส  หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระชายาโดยเสด็จเคียงข้างทุกหนแห่ง เป็นเวลา 3 ปีเต็ม ทรงเฝ้าพระอาการประชวร และโดยเสด็จแม้เมื่อทรงศึกษาวิชาทหารภาคสนาม ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ทรงคุ้นเคยมาก่อนเพราะเป็นโอกาสครั้งแรกที่เสด็จออกนอกประเทศ บางสถานที่กันดารไม่สะดวกสบาย ก็ทรงเลี่ยงและแก้ปัญหาได้ด้วยพระปรีชา  ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จฯกลับถึงกรุงเทพฯ เมื่อเดือนธันวาคม พุทธศักราช 2467

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

เมื่อเสด็จฯ กลับเมืองไทยนั้น  แม้ไม่ทรงคาดคิดหรือคาดหวังว่าจะต้องทรงดำรงตำแหน่งพระรัชทายาท สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชาก็ทรงรับพระราชภาระงานราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นอย่างดี แต่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต  

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชาจึง  เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติสืบราชสันติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี   ดังที่มีพระราชหัตถเลขาถึงพระยากัลยาณไมตรี ว่า 

ส่วนฉันนั้น เป็น ม้ามืดและอย่างไรเสียก็ขาดประสบการณ์ในกิจกรรมงานเมือง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  

นับเป็นครั้งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่มีการเฉลิมพระยศสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก 

คู่พระบารมีอาทรราษฎร์

เป็นที่ประจักษ์ว่า  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระภรรยาเจ้าเพียงพระองค์เดียว และทรงยกย่องสมเด็จพระบรมราชินีไว้ในพระราชสถานะ “เอกอัครมเหสี”  อย่างแท้จริง 

ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ  ตามวิถีของพระมหากษัตริย์แบบสากลเช่นเดียวกับนานาอารยประเทศ   

การเสด็จฯ และประทับเคียงข้างในทุกที่ นับเป็นพระราชกิจอย่างใหม่ที่เริ่มมีขึ้นในรัชกาลนี้  

นอกจากนี้ยังมีระเบียบปฏิบัติใหม่เกิดขึ้นหลายประการ  เช่น  การกำหนดตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามเสด็จ 

การเสด็จพระราชดำเนินในประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ฯ โดยเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจในที่ทุกสถานทั้งในพระมหานคร และหัวเมือง 

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  เสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีตามธรรมเนียมสากลสำหรับประมุขของรัฐเอกราชทั้งหลาย  

ในเวลา 9 ปี แห่งรัชกาล ทั้งสองพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศต่างๆ รวม 4 ครั้ง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี  โดยเสด็จพระราชดำเนินไปในฐานะคู่สมรสของประมุขแห่งสยามประเทศอย่างเต็มภาคภูมิ และในการเสด็จพระราชดำเนินทุกครั้งทรงเตรียมพระองค์สำหรับการปฏิบัติพระราชภารกิจในต่างประเทศเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมข้อมูลทั่วไป ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยือน การเตรียมฉลองพระองค์ และการศึกษาพิธีการทูตต่างๆ 

สวนไกลกังวล : รำไพสถานชายทะเล

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โปรดการเสด็จฯ ไปประทับชายทะเลที่หัวหินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เป็นสถาปนิก “ไปกะการสร้างวังใหม่ที่ตำบลหัวหิน” ทรงเรียกว่า “สวนไกลกังวล” สร้างด้วยเงินพระคลังข้างที่เพื่อพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

คลื่นการเมืองกระทบฝั่ง
ตายเสียดีกว่าที่จะเสียเกียรติศักดิ์

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 คณะราษฎรยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ฯ เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับ ณ วังไกลกังวล สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีรับสั่งถามว่าจะเสด็จไปต่างประเทศหรือจะประทับอยู่ในประเทศ จึงได้กราบบังคมทูลตอบว่าจะเสด็จฯ กลับพระนคร แม้จะเสี่ยงต่อพระชนมชีพก็ตาม 

พระอุปนิสัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวนี้แสดงถึงการรักษาเกียรติของพระราชวงศ์ และทรงพร้อมเสด็จเคียงข้างพระราชสวามีในทุกสถานการณ์

ต่อมาในเดือนตุลาคม พุทธศักราช 2476 เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดช นำโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช ยกกองทหารมาต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล

เพื่อให้พ้นจากทั้งสองฝ่าย จึงเสด็จฯ โดยเรือศรวรุณ ไปประทับ ณ ตำหนักเขาน้อย จังหวัดสงขลา สมเด็จฯ รับสั่งเล่าความในพระราชหฤทัยครั้งนั้นว่า 

“ฉันไม่คิด ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน”

สามเดือนต่อมา ในวันที่ 12 มกราคม พุทธศักราช 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ไปยังทวีปยุโรปเพื่อทรงเยือนประเทศฝรั่งเศส  อิตาลีและสำนักวาติกัน อังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี เบลเยี่ยม เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี และสวิตเซอร์แลนด์ รวม 9 ประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับการผ่าตัดพระเนตรซ้ายครั้งที่สองที่ประเทศอังกฤษด้วย นับเป็นครั้งแรกที่สมเด็จพระมเหสีแห่งสยามเสด็จเยือนยุโรป เสด็จพระราชดำเนินเป็น ราชินีศรีสยามแบบสากล เบื้องข้างพระราชสวามีอย่างสง่างาม

พระทัยภักดิ์ทุกพระราชสถานะ

หลังจากพระราชภารกิจการเสด็จเยือนประเทศต่างๆ ในยุโรป เสร็จสิ้นแล้ว  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับอยู่ต่อไปในประเทศอังกฤษ   เมื่อความคิดเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล  จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัยทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ฯ ทรงเห็นพ้องกับการตัดสินพระราชหฤทัยของพระราชสวามี ได้ประทับเคียงข้างถวายการพยาบาล และติดตามใกล้ชิดทุกหนแห่ง แม้ในพระราชสถานะที่แปรเปลี่ยนแต่นั้นเป็นต้นมา 

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระนาม และพระราชอิสริยยศเดิมก่อนทรงราชย์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิ์เดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา (The Prince of Sukhodaya) สมเด็จฯ ในฐานะพระชายา จึงทรงเป็น The Princess of Sukhodaya หรือเจ้าหญิงแห่งสุโขทัย’ 

พระตำหนักโนล

ตั้งอยู่ที่ตำบลแครนลี (Cranleigh) จังหวัดเซอร์เร่ย์ (Surrey) ใกล้เมืองกิลด์ฟอร์ด (Guildford) ห่างจากกรุงลอนดอน 35 ไมล์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ ข้าราชบริพารที่เป็นข้าราชการได้ถูกเรียกกลับประเทศหมด เหลือแต่พระญาติและข้าราชบริพารในพระองค์ไม่กี่คน
จึงทรงย้ายที่ประทับจากพระตำหนักโนล ไปประทับที่พระตำหนักใหม่ซึ่งมีขนาดย่อมกว่า


พระตำหนักเกลน แพ็มเมิ่นต์ (Glen Pammant) “ตามเพลงมัน” (Tam Plengman) “แล้วแต่อะไรจะเกิดขึ้น”

ทรงซื้อที่ประทับแห่งใหม่ที่ตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) ในจังหวัดเซอร์เร่ย์  ขนาดย่อมลงกว่าพระตำหนักโนล
แต่ก็ภูมิฐานเพราะต้องทรงรักษาพระเกียรติยศ
 
ทรงตั้งชื่อพระตำหนักว่า เกลน แพ็มเมิ่นต์ (Glen Pammant) ซึ่งทรงสลับตัวอักษรจากวลี ตามเพลงมัน’ (Tam Plengman) เสด็จประทับอยู่ที่นี่ 2 ปี 

พระตำหนักตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติสวยสดงดงามเชิงเนินเขา   มีพุ่มดอกอเซเลีย และโรโดเดนดรอน อยู่ด้านหน้า  มีสวนหินขนาดใหญ่   สระน้ำน้อยใหญ่และน้ำตก   พระตำหนักเป็นแบบวิคตอเรียน 3 ชั้น มีห้องรับรองจำนวนหนึ่งประดับด้วยเครื่องเรือนแบบอังกฤษ บางแห่งจัดแต่งด้วยสิ่งของส่วนพระองค์จากไทย เช่น ฉากเขียนภาพตัวละครไทย เป็นต้น


ณ พระตำหนักเวนคอร์ต (Vane Court)

พระตำหนักเวนคอร์ตตั้งอยู่ในหมู่บ้านบิ้ดเด็นเด็น (Biddenden) ใกล้เมืองแอชฟอร์ด ในจังหวัดเค้นท์ (Kent)  ไม่ห่างจากช่องแคบโดเวอร์ จึงมีอากาศดีกว่าที่ประทับเดิมเพราะใกล้ทะเลกว่า  เหมาะสมกับพระพลานามัยในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระตำหนักถือปูนประกบท่อนไม้โอ้ค (Oak beamed) ทาสีเข้ม อย่างที่เรียกว่า คฤหาสน์แบบทิวเดอร์ 
อายุอย่างน้อย 300 ปี 

ทั้งสองพระองค์ทรงวางผังปลูกต้นไม้ และดอกไม้ด้วยพระองค์เอง ในสวนมีสะพานหินโค้งทอดข้ามสระน้ำที่ทรงเลี้ยงเป็ดเทศและปลา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงดูแลดอกคาร์เนชั่น   ซึ่งสมเด็จฯ ทรงตัดมาทรงปักแจกันไว้ทุกๆวัน  
ทั้งสองพระองค์ โปรดพระตำหนักเวนคอร์ตเป็นพิเศษ เพราะทรงดำเนินชีวิตอย่างสันโดษท่ามกลางธรรมชาติ 
ครั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทรงย้ายที่ประทับไปยังพระตำหนักขนาดเล็กลงที่เวอร์จิเนียวอเตอร์


พระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์ (Compton House)
พระราชสวามีเสด็จสวรรคต

พระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์ อยู่ในหมู่บ้านเว้นธ์เวอร์ธ (Wentworth) ในตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์  (Virginia Water)   องค์พระตำหนักมีลักษณะสถาปัตยกรรมแนวจอร์เจียนสีขาวสองชั้น สองปีก  ปีกละ 3 4 ห้องในแต่ละชั้น นับว่ามีขนาดย่อมที่สุดในบรรดาพระตำหนัก

เสด็จฯ เข้าประทับในราวเดือนกันยายน  พ..2482 เดือนที่อังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมนี (สงครามโลกครั้งที่สอง) ทั้งสองพระองค์จึงต้องทรงลำบากในช่วงระยะเวลาสงคราม มีการปันส่วนน้ำมันและอาหารโดยระบบสลากคูปอง ทุกครอบครัวต้องประหยัดและหาวิธีถนอมอาหาร

เมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้น  ได้เสด็จฯไปประทับที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดเดวอน ต่อมาจึงย้ายให้ไกลออกไปอีก  จึงเสด็จฯไปประทับที่โรงแรมเลคเวอร์นี่ บนภูเขาสูง

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงพระประชวรด้วยโรคพระหทัย   สมเด็จฯ ทรงฝืนแย้มพระสรวลเพื่อแฝงเร้นพระวิตกกังวล  ทรงแสวงหาเรื่องต่างๆ มาทรงเล่าถวายเพื่อให้ทรงพระสำราญขึ้น  พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ  ทรงพระราชปรารถว่า ถ้าฉันจะตาย ก็ขอตายสบายๆ ในบ้านช่องของเรา ดีกว่าที่จะมาตายในโรงแรม จึงเสด็จฯ กลับไปประทับที่คอมพ์ตันเอ้าส์ 

  เช้าวันที่ 30 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2484 ระหว่างทางที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯไปพระตำหนักเวนคอร์ต ทรงรับทราบข่าวพระอาการประชวรทรุดหนักลง แต่เมื่อเสด็จฯ กลับถึงพระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตแล้ว 

เมื่อเคลื่อนพระบรมศพไปยังสุสานโกลเดอร์ส กรีน (Golder’s Green)  สมเด็จฯ   ทรงพระกรรแสงรับสั่งว่า เขาเอาไปแล้ว  

งานถวายพระเพลิงพระบรมศพจัดอย่างเรียบง่าย    ม.จ. การวิก จักรพันธ์ ข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดเล่าไว้ว่า  สมเด็จทรงควบคุมพระสติอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ทรงเข้มแข็งเหลือเกิน ท่ามกลางเสียงร่ำไห้รำพันจากผู้ที่อยู่ ณ ที่นั่น…

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ พระชนมพรรษาเพียง 37 พรรษา ทรงอัญเชิญพระบรมอัฐิกลับพระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์



น้ำพระทัยยามสงคราม

ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ เสด็จสวรรคตแล้ว  สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จประทับ ณ พระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์ต่อมา 

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิดในอังกฤษ สมัครเป็นเสรีไทย  สมเด็จฯ ทรงแสดงถึงน้ำพระทัยเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีรับสั่งว่า

 “ไปรบเถอะ ถ้าฉันเป็นผู้ชายก็จะสมัครกับเขาเหมือนกัน
แต่นี่เป็นผู้หญิงก็จะอยู่ที่นี่ไม่ต้องห่วง  ไปรบตามหน้าที่เถอะ

ในส่วนพระองค์ได้ทรงช่วยงานบรรเทาทุกข์ด้านกาชาด ทรงสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้แก่คณะเสรีไทยในอังกฤษ

ฉันเองไปช่วยเขาทางด้านกาชาด แต่ฉันทำอย่างไม่เป็นทางการ  ระหว่างที่พวกเสรีไทยฝึกโดดร่ม ฝึกอาวุธกัน ฉันไปช่วยทำของ น่ากลัวมากทีเดียว

หลังจากสงครามโลกสงบลง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ประทับอยู่ที่พระตำหนักคอมพ์ตันในอังกฤษต่อมาอีก 4 ปี ทรงดำรงพระชนม์ชีพอย่างเรียบง่าย ทรงทำสวนเอง บางวันเสด็จฯไปทรงกอล์ฟ  มีพระญาติที่พำนักอยู่ที่อังกฤษเสด็จฯ ไปเฝ้าอยู่เสมอ หลังจากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปยังเมืองแมนเชสเตอร์
กรุงลอนดอน



ประมาณ พ.. 2490 เมื่อมีผู้ทูลถามถึงการเสด็จฯกลับเมืองไทยนั้น   สมเด็จฯรับสั่งว่าการประทับต่างประเทศนั้นค่าใช้จ่ายสูงมาก      และเป็นเสมือนขออาศัยอยู่ต่างแดน
หากได้เสด็จฯกลับเมืองไทยจะได้ทรงงานให้เป็นประโยชน์ด้านสังคมสงเคราะห์หรือด้านศาสนาได้อีกมาก  ดังนั้นจะทรงพอพระทัยหากได้เสด็จกลับเมืองไทย

แต่ที่สำคัญ คือ  รัฐบาลไทยต้องอัญเชิญเสด็จฯอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งอัญเชิญพระบรมกลับอย่างสมพระเกียรติยศแห่งพระมหากษัตริย์ทุกประการ  หากมิได้เป็นตามนี้แล้ว จะทรงยอมทนประทับอยู่ต่างประเทศโดยไม่มีกำหนดกลับ 

  ปีถัดมารัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามกราบบังคมทูลอัญเชิญเสด็จฯกลับสู่ประเทศไทยพร้อมพระบรมอัฐิ โดยให้ขนานพระปรมาภิไธยและพระนามาภิไธยตามพระราชอิสริยยศเมื่อครั้งทรงเป็นพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระบรมราชินี 

  สมเด็จฯ อัญเชิญพระบรมอัฐิเสด็จพระราชดำเนินไปยังท่าเรือเมืองเซาท์แธมตัน (Southampton) ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม .. 2492 ประทับเรือเดินสมุทรวิลเลม ไรซ์ (Willem Ruys) ของบริษัทรอยัล รอตเตอร์ดัม ลอยด์ (Royal Rotterdam Lloyd) ของเนเธอร์แลนด์ 

เมื่อเสด็จฯถึงสิงคโปร์ เสด็จประทับเรือภาณุรังษี ซึ่งบริษัทอีสต์เอเชียติค ของเดนมาร์กจัดถวายสู่เกาะสีชัง แล้วเสด็จประทับเรือรบหลวงแม่กลองของราชนาวีไทย อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิเสด็จฯถึงพระนครในวันที่ 24 พฤษภาคม พ.. 2492






ประทับ ณ วังสระปทุมก่อนเสด็จฯ ไปสวนบ้านแก้ว

เมื่อเสด็จนิวัติพระนครนั้น  เนื่องจากกระทรวงสาธารณสุขใช้วังศุโขทัยเป็นที่ทำการ  สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (พระอิสริยยศขณะนั้น)  จึงทรงเชิญสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ฯ เสด็จประทับ ณ พระตำหนักใหม่ วังสระปทุม   

วังศุโขทัยได้รับการบูรณะเมื่อกระทรวงสาธารณสุขย้ายออกไป  สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ จึงเสด็จฯ กลับไปประทับ บ้าน  ที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสุขอีกครา  

ประมาณ 2 ปีต่อมามีพระราชดำริที่จะหาที่ดินในต่างจังหวัดที่มีอากาศดี และต้องพระราชหฤทัยที่ตำบลสวนบ้านแก้ว จังหวัดจันทบุรีซึ่งบริเวณดังกล่าวมีคลองบ้านแก้วเป็นแหล่งน้ำ และพื้นที่ลาดลงไปยังหุบเขา เอื้อแก่การชลประทาน เป็นธรรมชาติที่งดงาม เงียบสงบต้องด้วยพระราชอัธยาศัย จึงทรงซื้อไว้ประมาณ 700 ไร่ การบุกเบิกปรับพื้นที่ ต้องไถหญ้าคาออกด้วยรถแทรคเตอร์ จัดระบบชลประทานให้น้ำไหลลงเนินไปสู่ที่ต่ำ ทำคลองส่งน้ำลดหลั่นลงมาเป็นระยะ ๆ สู่สระเก็บกักน้ำ

สมเด็จฯ เสด็จฯไปประทับครั้งแรก ณ ที่พักฝาไม้ไผ่หลังคาจาก ซึ่งกรมทางหลวงสร้างถวาย ไม่มีน้ำประปาใช้ ต้องปั่นไฟเอง แล้วสูบน้ำจากคลองบ้านแก้วมาใช้รับสั่งเรียกที่ประทับแห่งนี้อย่างธรรมดาสามัญว่า สวนบ้านแก้ว ตามชื่อคลองไหลที่ผ่านที่ดิน

สวนบ้านแก้วประกอบไปด้วย พระตำหนักใหญ่ (พระตำหนักเทา) ที่ประทับ  พระตำหนักดอนแค (ตำหนักแดง) เป็นที่อยู่ของ ม.ร.ว. สมัครสมาน กฤดากร ราชเลขานุการส่วนพระองค์  ตำหนักน้อย เป็นที่รับรองเจ้านายที่เสด็จไปเฝ้า และประทับแรม และสมเด็จฯ ทรงใช้เป็นพื้นที่ทรงสำราญในบางโอกาส  ศาลาทรงกลม ดอกเห็ด อยู่หลังพระตำหนักใหญ่ เป็นที่เสวยพระสุธารสชา ศาลาทรงไทย  และสวนหิน และสะพานโค้ง

สมเด็จฯ โปรดทำสวนจึงได้ทรงจัดสถานที่ประทับเป็นสวนทดลองทางการเกษตร หากทรงพบว่าปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ชนิดใดแล้วได้ผล จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ราษฎรในท้องถิ่นนำไปใช้เป็นแบบอย่าง ระยะแรกทรงปลูกพริกไทยพืชประจำถิ่นด้วย แต่โปรดเกล้าฯ ให้เลิก เพื่อมิให้กระทบต่อการประกอบอาชีพของราษฎร ทรงถือคติการผลิตแต่พอเพียงแก่การบริโภค และยังได้ทรงทดลองเลี้ยงสัตว์ มีวัวพันธุ์เนื้อประมาณ 100 ตัว และไก่พันธุ์ 505 และ 404 ซึ่งตัวเล็กกินน้อยแต่ไข่ดก ฟักด้วยเครื่อง

หม่อมเจ้าประดิษฐา จักรพันธุ์ทรงเล่าว่า สมเด็จฯทรงเคยขับรถแทรคเตอร์และตัดหญ้าด้วยพระองค์เอง ทรงเกี่ยวข้าวและสีข้าวเองทรงปลูกถั่วลิสงและทรงเก็บเองด้วย

สมเด็จฯ รับสั่งว่า เมืองจันท์นั้นดินดีปลูกผลไม้ได้ดีมาก แต่ฉันจะไม่ปลูกผลไม้แข่งกับราษฎร ฉันชอบเสื่อจันทบูร ฉันจะไปดูซิว่าเสื่อจันทบูรเวลาย้อมกกสีมันตก จะมีหนทางอย่างไรบ้างที่จะให้การทอเสื่อเป็นอาชีพของคนเมืองจันท์ เราจะเอาเสื่อมาทำขึ้นมาเป็นรูปแบบต่างๆ ทรงใช้เวลาประมาณ 5 ปี พัฒนาคุณภาพการทอเสื่อของเสื่อกกจันทบูร ให้มีสีสัน ทรงคิดลายใหม่ๆ และทรงทอด้วยพระองค์เอง โปรดให้ดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบ เช่น กระเป๋าถือสตรี ถาดรองแก้ว ที่ใส่กระดาษเช็ดปาก ฯลฯ โปรดเกล้าฯ ให้ติดแผ่นป้ายเล็กๆ ไว้ด้านหลังหรือด้านในผลิตภัณฑ์ พระราชทานเครื่องหมายเป็นรูปคนหาบกระจาด ข้อความว่า “ส.บ.ก. อุตสาหกรรมชาวบ้านและหัตถกรรม” หมายความว่าอุตสาหกรรมชาวบ้านจากสวนบ้านแก้ว ผลิตภัณฑ์เสื่อนี้นับเป็นกิจกรรมที่สวนบ้านแก้วสามารถทำรายได้มาจุนเจือ ทั้งยังได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์สำคัญของชาวถิ่นจันท์ที่ได้รับความนิยมมากทั้งในประเทศและในหมู่ชาวต่างประเทศ






พระเมตตาอนามัยราษฎร์

คราวที่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ฯ เสด็จฯไปจันทบุรีเมื่อ พ.. 2493 นั้น ทรงทำมีดบาดพระดัชนีและต้องพระราชประสงค์พลาสเตอร์ปิดแผล   จึงเสด็จฯไปยังโรงพยาบาลประจำจังหวัด พยาบาลวิ่งวุ่นอยู่นานจึงหามาทูลเกล้าฯ ถวายได้ชิ้นหนึ่ง
สมเด็จฯ สลดพระราชหฤทัยในสภาพโรงพยาบาลที่ชำรุดทรุดโทรม  จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดทุนโดยเสด็จพระราชกุศลสนับสนุนการสร้างตึกผ่าตัดและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัยให้แก่โรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี

 เมื่อก่อสร้างเสร็จใน พ.ศ. 2498 พระราชทานชื่อว่า ตึกประชาธิปก ต่อมากระทรวงสาธารณสุขทราบถึงพระราชหฤทัยที่ห่วงใยอนามัยของราษฎร จึงจัดงบประมาณสนับสนุน  เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เปลี่ยนชื่อโรงพยาบาลเป็น “โรงพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี”  และทรงรับโรงพยาบาลไว้ในพระราชินูปถัมภ์และทรงตั้ง “ทุนประชาธิปกบรมราชานุสรณ์”  
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิประชาธิปก”  
หลังจากสมเด็จฯ เสด็จสวรรคตแล้วได้ผนวกพระนามไว้ด้วยกันเป็น “มูลนิธิประชาธิปก-รำไพพรรณี”  สนับสนุนการแพทย์การพยาบาลและการศึกษาต่อเนื่องมา โดยเน้นพื้นที่จังหวัดจันทบุรีเป็นสำคัญ

ปลาย พ.. 2499  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ  เสด็จฯไปสวนบ้านแก้วในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จฯ  

“สวนบ้านแก้ว” เป็นที่ประทับของ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี นานถึง 18 ปี



ทรงพระราชอุทิศ “สวนบ้านแก้ว” เพื่อการศึกษา

ในพุทธศักราช 2511 สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จกลับจากสวนบ้านแก้วมาประทับ ณ วังศุโขทัย เนื่องจากมีพระชนมายุถึง 64 พรรษา  รัฐบาลจึงกราบบังคมทูลขอพระราชทาน สวนบ้านแก้ว จัดตั้งเป็นวิทยาลัยครูจันทบุรี โดยทูลเกล้าฯ ถวายเงิน 18 ล้านบาท สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีทรงเห็นประโยชน์การศึกษาเพื่อเยาวชนจันทบุรี จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้นำไปจัดสร้างสถานศึกษา 
เพื่อพัฒนาบุคลากรครูต่อไป

ดังพระราชดำรัสว่า มีข้อปลอบใจข้าพเจ้าอยู่ข้อหนึ่ง คือ สถานที่แห่งนี้จะอยู่ในความอำนวยการของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูง โดยไม่ต้องย้ายไปอยู่ไกลบ้านแล้ว ยังจะชักจูงเยาวชนจากจังหวัดอื่นๆ ให้มาศึกษาที่จังหวัดนี้ 

  วิทยาลัยครูจันทบุรีสร้างในเขตพระราชฐาน สวนบ้านแก้ว      ได้รับพระราชทานนามเป็นพระราชานุสรณ์ในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ว่า “สถาบันราชภัฎรำไพพรรณี” และภายหลังยกฐานะเป็น “มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี” ใน พ.ศ. 2547



เมื่อสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จฯ กลับมาประทับที่
วังศุโขทัย ในพุทธศักราช 2511 รอยแย้มพระสรวลอันอบอุ่นและอบอวลด้วยพระเมตตา ทำให้วังแห่งนี้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศ แห่งความสุขอีกครั้ง

เมื่อยังทรงพระพลานามัยสมบูรณ์ ทุกโอกาสที่เสด็จฯ มาประทับในกรุงเทพมหานคร ได้ทรงรับสนองพระมหากรุณาธิคุณแบ่งเบาพระราชภาระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนพระองค์ไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ 

รวมทั้งทรงรับรองพระราชอาคันตุกะที่เสด็จฯ มาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการและเป็นการส่วนพระองค์ และยังโปรดเสด็จฯ ประพาสหัวเมืองเพื่อสำราญพระอิริยาบถ และทรงเยี่ยมราษฎรเป็นครั้งคราว


ธำรงเกียรติพระภูมินทร์ปิ่นสยาม

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงกอร์ปด้วยพระราชหฤทัยมั่นคงจงรักและธำรงรักษาพระเกียรติยศพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดพระชนม์ชีพ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสิ่งต่างๆ และ ทรงริเริ่มสิ่งสาธารณประโยชน์เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงพระราชสวามี ได้แก่ พระราชทานนาม “ตึกประชาธิปก” ณ โรงพยาบาลพระปกเกล้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดจันทบุรี ทรงจัดตั้งทุนประชาธิปกเพื่อสนับสนุนกิจการโรงพยาบาลและวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า ปัจจุบันคือมูลนิธิประชาธิปกรำไพพรรณี 

นอกจากนี้ยังพระราชทานฉลองพระองค์ และสิ่งของใช้ ส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ แก่รัฐสภาเพื่อจัดตั้ง พิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  

เย็นศิระเพราะพระบารมี

เมื่อเสด็จกลับมาประทับที่วังศุโขทัย ได้ทรงนำช่างทอเสื่อมาสอนให้คนวังศุโขทัยทอเสื่อและผลิตสินค้าจากเสื่อ

ทรงตั้งโรงทอเสื่อที่พระตำหนักน้ำริมคลองสามเสน และยังได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งในส่วนพระองค์และที่โปรดเกล้าฯ ให้แทนพระองค์ ในฐานะพระบรมราชวงศ์ เช่น เสด็จไปในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ทรงต้อนรับพระราชอาคันตุกะ และเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎร พร้อมทั้งพระราชทานพระราชานุเคราะห์ตามความเหมาะสม

กีฬากอล์ฟในพระบรมราชินูปถัมภ์

กอล์ฟเป็นกีฬาที่สมเด็จฯ โปรดมาก 
ในช่วงปลายพระชนมชีพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ยังทรงงานไม่ว่างเว้น เช่น เสด็จไปทรงกอล์ฟ เพื่อออกกำลังพระวรกายตามจังหวัดต่างๆ  และยังทรงพระกรุณาเข้าร่วมการแข่งขันกอล์ฟการกุศล และทรงรับสมาคมกอล์ฟสตรีสมัครเล่นไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ด้วย 

บรรดานักกอล์ฟ ต่างสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมใจกันจัดการแข่งขันกอล์ฟเพื่อหาเงินโดยเสด็จพระราชกุศล ทุนประชาธิปก อยู่เป็นประจำ และแม้จะทรงตีกอล์ฟได้ไม่ไกลนัก แต่ทรงมี ทีเด็ด อย่างหาใครเทียบยาก คือ ทรง One Chip และ One Putt เป็นประจำ

แมกไม้สายลมที่พระตำหนักชมดง

เมื่อทรงเจริญพระชนมพรรษามากขึ้น มีพระราชประสงค์เสด็จฯ ไปประทับที่หัวหิน จึงทรงซื้อที่สร้างพระตำหนักที่ประทับที่ใกล้ยอดเขาหินเหล็กไฟ เหนือสนามกอล์ฟหลวงหัวหิน พระราชทานชื่อว่า ชมดง เพราะอยู่บนเนินเขาท่ามกลางแมกไม้ริมถนนสายเล็กๆ คล้ายๆ กับที่ประเทศอังกฤษ เหนือพระแท่นบรรทมมีวิมานขนาดย่อมประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

ต่อมาพระอาการประชวรไม่ทุเลาจึงเสด็จฯ กลับมาประทับรักษาพระองค์ ณ วังศุโขทัย และไม่ได้เสด็จฯ กลับไปประทับ ณ พระตำหนักชมดงอีกเลย



เสด็จสู่สวรรคาลัย

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 ทรงพระประชวร ใน พ.ศ. 2518 เมื่อทรงพระชนมพรรษาได้ 71 พรรษา 

ต่อมาในปี พ.ศ. 2519 พระอาการประชวรหนักขึ้น ไม่สามารถทรงพระดำเนินไปที่ใดได้เลย และเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวาย เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2527 เวลา 15 นาฬิกา 50 นาที ในห้องพระบรรทม ณ พระตำหนักใหญ่ วังศุโขทัย สถานที่ซึ่งทรงเริ่มชีวิตคู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สิริพระชนมพรรษา 79 พรรษา 5 เดือน 2 วัน



พระราชพิธีพระบรมศพ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ถวายพระเกียรติยศตามราชประเพณี 

และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศท้องสนามหลวง ในวันที่ 9 เมษายน พุทธศักราช 2528 มีประชาชนจากทั่วสารทิศร่วมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทยสืบเนื่องมา

หนังสือพระบรมศพ

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิมพ์สำหรับพระราชทานในงานพระบรมศพ
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง 9 เมษายน 2528