พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และทรงมีบทบาทสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย ในฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และพระองค์แรกภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พระองค์ทรงมีพระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา พระราชโอรสพระองค์ที่ 76 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 9 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2436 ณ พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์ ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการศึกษาตามขนบราชสำนัก ก่อนเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ ที่โรงเรียนอีตัน (Eton College) และโรงเรียนนายร้อยทหารบกวูลิช (Royal Military Academy, Woolwich) ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาด้านวิชาทหารปืนใหญ่ ประสบการณ์จากการศึกษาและการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ทำให้พระองค์ได้ทรงศึกษาระบบการเมือง การบริหารราชการ และแนวคิดประชาธิปไตยของชาติตะวันตก อันมีอิทธิพลต่อพระราชวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศในเวลาต่อมา
ภายหลังสำเร็จการศึกษา พระองค์ทรงเข้ารับราชการทหารในกองทัพอังกฤษอยู่ที่เมืองออลเดอร์ชอต (Aldershot) ระหว่างนั้นสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น มีพระราชประสงค์จะเสด็จฯ ไปร่วมกับพระสหายนายทหารอังกฤษไปร่วมรบ แต่พระเจ้ายอร์ชที่ 5 ไม่ทรงพระอนุญาต ด้วยทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาในพระมหากษัตริย์สยาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และสยามยังดำรงตนเป็นกลางอยู่ในขณะนั้น จึงโปรดเกล้าให้เสด็จกลับมาสู่ประเทศ
พระองค์จึงเสด็จกลับถึงพระนคร และทรงเข้ารับราชการในกองทัพบกไทยเป็นนายร้อยโท จนถึงพุทธศักราช 2460 ทรงครองพระยศนายพันตรี ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้วยความวิริยะอุตสาหะ และทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนากิจการทหารของประเทศโดยตลอด
ในปี พุทธศักราช 2460 พระองค์ทรงลาราชการเพื่อทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระฉายาว่า “ปชาธิโป” และเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 1 พรรษา อันเป็นการทรงปฏิบัติตามโบราณราชประเพณี และสะท้อนถึงพระราชจริยวัตรอันงดงาม
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พุทธศักราช 2461 พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ ในพระราชพิธี ณ พระราชวังบางปะอิน ทรงเป็นคู่แรกในสยามที่จดทะเบียนสมรส พระชายาทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระบรมวงศ์เธอฯ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี (ราชสกุลเดิม คัคณางค์) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทั้งสองพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเคียงคู่กันเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติ
ภายหลังการเสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2468 พระองค์ทรงเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและการบริหารประเทศในช่วงเวลาที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะทรงครองราชย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะพัฒนาระบบการบริหารราชการและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทรงวางรากฐานด้านการปกครองส่วนท้องถิ่น การบริหารราชการสมัยใหม่ และการเตรียมความพร้อมสู่การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 พระองค์ทรงเลือกใช้แนวทางสันติวิธีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และในวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 ได้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกแก่ปวงชนชาวไทย นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทย
แม้ในเวลาต่อมาจะเกิดความเห็นต่างเกี่ยวกับแนวทางการบริหารประเทศ พระองค์ยังทรงยึดมั่นในหลักการสำคัญของการปกครองที่เคารพสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของประชาชน จนนำไปสู่การตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 โดยมีพระราชหัตถเลขาว่า
“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด
คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิ์ขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร…”
หลังการสละราชสมบัติ พระองค์เสด็จประทับ ณ ประเทศอังกฤษ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พุทธศักราช 2484 ณ พระตำหนักคอมพ์ตัน (Compton House) ตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) มณฑลเซอร์รี (Surrey) ประเทศอังกฤษ ด้วยโรคพระหทัยวาย รวมพระชนมายุ 47 พรรษา
ตลอดพระชนมชีพ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมือง และทรงมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย อันเป็นพระราชกรณียกิจที่ยังคงคุณูปการต่อการพัฒนาประเทศและสังคมไทยตราบจนปัจจุบัน
ลำดับเวลาสำคัญในพระชนม์ชีพ
8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436
เสด็จพระราชสมภพ ณ พระที่นั่งสุทธาศรีอภิรมย์
ในเขตพระราชฐานชั้นในของพระบรมมหาราชวัง
ทรงมีพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์”
10 มีนาคม พ.ศ. 2448
พระบรมชนกนาถโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น กรมขุนศุโขทัยธรรมราชา
พ.ศ. 2448
เมื่อพระชนมายุ 12 พรรษา หลังจากโสกันต์ ได้ทรงเสด็จไปศึกษาวิชาการ
ณ ประเทศอังกฤษ ที่วิทยาลัยอีตัน (Eton College)
พ.ศ. 2456
ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกวูลิช (Royal Military Academy, Woolwich) ประเทศอังกฤษ
พ.ศ. 2457–2458
ทรงเข้ารับราชการประจำกรมทหารปืนใหญ่ม้าอังกฤษ และเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 อุบัติขึ้น รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้เสด็จนิวัติประเทศไทย และทรงรับราชการทหารในกองทัพสยาม
พ.ศ. 2460
ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา 1 พรรษา
26 สิงหาคม พ.ศ. 2461
ทรงอภิเษกสมรสกับ หม่อมเจ้าหญิง รำไพพรรณี สวัสดิวัตน์
ณ พระที่นั่งวโรภาสพิมาน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พ.ศ. 2463-2467
เสด็จไปศึกษาวิชาการทหารบก ที่โรงเรียนเสนาธิการทหาร
ประเทศฝรั่งเศส École de guerre
26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468
เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์
สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2468
ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ
ในพระบรมมหาราชวัง ทรงพระนามว่า “พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว” และในบ่ายวันเดียวกัน ได้ทรงสถาปนาพระวรราชชายาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
25 ตุลาคม พ.ศ. 2473
พระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก
นับเป็นจุดเริ่มต้นของพระราชประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรของไทย
24 มิถุนายน พ.ศ. 2475
คณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติ เปลี่ยนแปลง การปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
10 ธันวาคม พ.ศ. 2475
ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกแห่งราชอาณาจักรสยาม
ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม กรุงเทพมหานคร
2 มีนาคม พ.ศ. 2477
ทรงสละราชสมบัติ ขณะประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้การปกครองประเทศดำเนินไปตามหลักประชาธิปไตยและนิติธรรม
30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484
เสด็จสวรรคต ณ คอมพ์ตันเฮาส์ (Compton House) ตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์ (Virginia Water) มณฑลเซอร์รี (Surrey) ประเทศอังกฤษ
ด้วยโรคพระหทัยวาย รวมพระชนมายุ 47 พรรษา
พระราชกรณียกิจ
ด้านการวางรากฐานประชาธิปไตยและการปกครอง
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย โดยทรงมีพระราชดำริให้ประเทศพัฒนาไปสู่การปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญอย่างค่อยเป็นค่อยไป และทรงเตรียมการปฏิรูปการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารประเทศมากขึ้น
พระองค์ทรงจัดตั้งอภิรัฐมนตรีสภาเพื่อเป็นที่ปรึกษาในการบริหารราชการแผ่นดิน และทรงแต่งตั้งองคมนตรีเพื่อร่วมพิจารณากิจการบ้านเมือง อันเป็นการส่งเสริมรูปแบบการบริหารราชการที่เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่าย
นอกจากนี้ ยังทรงริเริ่มแนวคิดการปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบเทศบาล เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้การบริหารกิจการสาธารณะและการปกครองตนเอง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น
ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระองค์ทรงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามฉบับถาวร เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย
ด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาเศรษฐกิจ
ในช่วงรัชสมัยของพระองค์ ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอันเป็นผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก พระองค์ทรงบริหารราชการแผ่นดินด้วยความรอบคอบและคำนึงถึงความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นสำคัญ
พระองค์ทรงดำเนินนโยบายรักษาเสถียรภาพทางการคลัง โดยลดรายจ่ายภาครัฐอย่างจริงจัง ทั้งการลดเงินปีส่วนพระองค์ ปรับลดงบประมาณแผ่นดิน ปรับโครงสร้างหน่วยงานราชการ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจได้โดยไม่เพิ่มภาระให้แก่ประชาชน
ขณะเดียวกัน พระองค์ยังทรงสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยทรงตราพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 เพื่อส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน นับเป็นรากฐานสำคัญของระบบสหกรณ์ไทยในปัจจุบัน
ด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
พระองค์ทรงตระหนักว่าการศึกษาเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศและการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ จึงทรงสนับสนุนการขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมประชาชนทุกระดับ ทรงยกเลิกการเก็บเงินศึกษาพลี เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนทั่วประเทศ
ทรงส่งเสริมการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น สนับสนุนการพัฒนาสถาบันการศึกษา และส่งเสริมการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อรองรับการพัฒนาประเทศในอนาคต
พระมหากรุณาธิคุณที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ การพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ พ.ศ. 2473 ซึ่งได้กลายเป็นต้นแบบของพระราชประเพณีพระราชทานปริญญาบัตรที่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึงและมีมาตรฐาน
พระองค์ทรงปรับปรุงโครงสร้างกรมสาธารณสุขให้ทันสมัยและครอบคลุมภารกิจด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค และการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสนับสนุนการขยายบริการสาธารณสุขไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ
ในด้านวิชาชีพการแพทย์ พระองค์ทรงตรากฎหมายควบคุมการประกอบโรคศิลปะ เพื่อกำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจัดระเบียบการรักษาพยาบาล โดยแยกการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนโบราณออกจากกันอย่างเป็นระบบ
เมื่อเกิดการระบาดของโรคอหิวาตกโรคใน พ.ศ. 2469 พระองค์ทรงสนับสนุนมาตรการควบคุมโรค และการจัดตั้งสถานพยาบาลสำหรับรองรับผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ รวมถึงการรณรงค์ป้องกันโรคติดต่อและการปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษในหัวเมืองต่าง ๆ
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้การอุปถัมภ์กิจการสภากาชาดสยามอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนงานด้านการรักษาพยาบาล การบรรเทาทุกข์ และการสาธารณกุศลเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
พระองค์ทรงสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมการพัฒนาประเทศในระยะยาว
พระราชกรณียกิจที่สำคัญ ได้แก่ การก่อสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกที่เชื่อมการคมนาคมระหว่างพระนครและธนบุรีเข้าด้วยกันอย่างถาวร
นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงส่งเสริมการนำวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ทั้งด้านการสื่อสาร การคมนาคม และกิจการสาธารณูปโภค เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่
ด้านศิลปวัฒนธรรมและการอนุรักษ์มรดกของชาติ
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชหฤทัยในศิลปวัฒนธรรมและการอนุรักษ์มรดกของชาติ ทรงตระหนักว่าความเจริญของประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรม
พระองค์ทรงสนับสนุนกิจการพิพิธภัณฑสถานและหอสมุดแห่งชาติ เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ ประวัติศาสตร์ และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ
นอกจากนี้ ยังทรงสนพระราชหฤทัยด้านการถ่ายภาพและภาพยนตร์ ทรงบันทึกเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองผ่านสื่อภาพเคลื่อนไหว และทรงสนับสนุนการก่อสร้าง “ศาลาเฉลิมกรุง” โรงมหรสพที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศในยุคนั้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศิลปะการแสดงและวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทย